ภาพแรกที่แว็บขึ้นมาเมื่อพูดถึง "อุบลราชธานี" นั่นคือ ภาพคนเร่ร่อน หรือไม่ก็ขอทานเนื้อตัวมอมแมม บ้างนอน บ้างเดินไปเดินมาแบบ "มาราธอน" ระยะทางหลายๆกิโล หรือนั่งยิ้มหัวเราะคนเดียว ภาพเหล่านี้เราก็เห็นกันจนชินตา
เย็นวันหนึ่ง เมื่อครั้งที่ฉันเรียนมัธยมปลาย ฉันเดินเตร็ดเตร่อยู่แถวทุ่งศรีเมือง และฉันต้องหยุดเดินเมื่อสายตาของฉันกำลังจดจ้องอยู่กับชายและหญิงคู่หนึ่ง ที่นั่งอยู่ริมฟุตบาทในสภาพที่ดูไม่ได้ เนื้อตัวสกปรก มอมแมม เสื้อผ้าขาดวิ่น รองเท้าที่ใส่แต่ละข้างก็คนละแบบ คนละสี ถ้าเปรียบเทียบกับคนธรรมดาสามัญ สติสัมปชัญญะดีครบถ้วน เขาก็คงไม่ใส่แบบนี้หรอก นอกเสียจาก "คนบ้า"
ฉันยืนครุ่นคิดถึงความ เป็นมาของสองตายายแก่ๆคู่นี้อยู่ตั้งนาน แล้วก็นึกถึงภาพเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งที่ฉันได้พบเจอด้วยตัวเอง
หญิงชื่อ บัวผัน(นามสมมติ)อายุประมาณ 40 ปี เธอมาใช้ชีวิตอยู่แถวตลาดบ้านดู่ เป็นเวลากว่า 1 เดือน และเธอก็เดินไปเรื่อย ๆ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็นั่งพัก บางคืนก็นอนที่ศาลาริมทาง บางวันก็ถูกข่มขืน บางวันก็โดนคนใจบาปตราหน้าว่าเป็น "คนบ้า" และด้วยสภาวะจิตใจของเธอ ที่ถูกมองว่า เป็นคนบ้า เสียสติไม่น่าเข้าใกล้ จึงทำให้เธอกลายเป็นคนไร้ค่าในสายตาของคนทั่วไป
แต่คนที่ถูกสังคม ตราหน้าว่า เป็นคนเสียสติกลับถูกคนที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนอย่างเช่นเราทำร้ายทั้งร่าง กายและจิตใจ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ว่า ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น เพราะคนที่ใช้ชีวิตอยู่แถวนั้นทราบกันดี แต่กลับไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เสมือนหนึ่งว่า เธอไม่ใช่มนุษย์
เรื่อง นี้อาจยังไม่ใช่เรื่องเศร้าเรื่องเดียวที่เกิดขึ้นกับเธอ เพราะเมื่อทางมูลนิธิที่ทำงานด้านสาธารณกุศลทราบเรื่องก็พยายามประสานงานไป ยังโรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งสถานสงเคราะห์ เพื่อขอให้รับตัวเธอไว้ในการดูแล แต่ทุกทีกลับปฎิเสธโดยบอกว่า "เธอเป็นภาระสำหรับสถานที่เหล่านั้น" ครั้งแรกที่ได้ยินคำนี้ ฉันแทบจะไม่เชื่อว่าประโยคนี้ จะออกมาจากปากของผู้ที่ทำหน้าที่เยียวยาความเจ็บไข้ของคนในสังคม
เมื่อทุกที่ต่างปฎิเสธที่จะรับตัวเธอ ฉันจึงไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วคืนนี้ เธอยังจะต้องประสบชะตากรรมเช่นทุกคืนที่ผ่านมาหรือไม่ จนกระทั่งมูลนิธิฯได้ประสานงานไปยังโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยแพทย์ของที่นั่นยินดีที่จะรับตัวเธอไว้ในการดูแล นั่นย่อมแสดงว่า คืนนี้เธอจะได้รับการดูแลอย่างดีจากผู้ที่มองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเธออยู่
นี่เป็นเพียงละครชีวิต บทหนึ่งที่เกิดขึ้นในอุบลราชธานี เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองของคนมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่ และนอกพื้นที่ต่างทราบปัญหา แต่กลับไม่มีใครเข้ามาจัดการ ทั้งๆที่หน่วยงานเหล่านั้น ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีกที่บางหน่วยงานออกมาประกาศหน้าสื่อว่า หากมีปัญหาอะไรให้ติดต่อมาหาตนได้ เรายินดีให้ความช่วยเหลือ แต่เมื่อมีผู้โทรไปขอความช่วยเหลือ กลับปฎิเสธโดยอ้างว่า "ตนไม่ว่าง ไม่ใช่หน้าที่"ของตน
เพียงเพราะเขาไม่เหมือนกับเรา ปล่อยปละ ละเลย เพิกเฉย ด้วยคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ และปล่อยให้คนเร่ร่อนเหล่านั้นกลายเป็นเพียง "ขยะ" ที่รอการเก็บกวาดจากสังคม...สุดท้าย เราก็คงไม่เหลือความเป็น มนุษย์ เช่นเดียวกัน
By PrincessAe [supannasa]
Comments
เราคงไม่คาดหวัง อะไรอีก โดยเฉพาะคำว่า"น้ำใจ"
อย่างหนึ่งที่กำ ลังคิดถึงคือ กลไกทางสังคม
ที่มันทำให้เราม องข้ามเขาเหล่าน ั้น
แต่หวังว่าจะมีค นมองเห็นเงาที่จ ริงแท้ ที่ซ่อนอยู่ หลังกลไกต่างๆเห ล่านั้น
ขอสนับสนุนการนำ เอาปัญหามาตีแผ่ ให้คนในสังคมรับ รู้นะค่ะ
RSS feed for comments to this post.