บ่อยครั้งที่ฉันข้ามสะพานรัตนโกสินทร์ไปฝั่งเมืองอุบล เพราะมีเหตุจำเป็นอย่างไปซื้อของหรือเที่ยวเล่นไปตามประสาวัยรุ่นก็เท่านั้น ฉันเริ่มสงสัยว่า การที่เราข้ามสะพานไปทุกวันๆ ความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างบนสะพานกับคนที่อยู่ข้างล่างจะต่างกันอย่างไร
วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้สัมผัสกับชุมชนคนใต้สะพาน
บรรยากาศที่นั่นเยือกเย็นน่าค้นหา ฉันเคยอิจฉาคนริมน้ำที่ได้ใกล้ชิดกับบรรยากาศดีๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วสำหรับคนใต้สะพานกลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม
มีสองตายายคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำใต้สะพานมานานบอกกับฉันว่า “แต่ก่อนน้ำไม่ท่วมเพราะว่ายังไม่มีการสร้างเขื่อนตอนนั้นสะพานก็ยังไม่มีจะข้ามไปฝั่งเมืองแต่ละทีต้องนั่งเรือแกว หากจะใช้รถก็ต้องเอารถขึ้นแพแล้วมีเรือกลไฟลากข้ามไปอีกที”
แต่เดี๋ยวนี้น้ำท่วมทุกครั้งที่ฤดูกาลน้ำหลากมาถึง มีอยู่อาชีพหนึ่งที่ตาเล่าให้ฟังว่าเป็นอาชีพที่คนริมมูลนิยมทำกันนั่นคือ อาชีพมุดทราย ที่ต้องกลั้นหายใจดำลงไปในน้ำแล้วตักทรายขึ้นมาเพื่อใช้ในการก่อสร้าง ปัจจุบันนี้คนมุดทรายก็เริ่มน้อยลงพร้อมกับการเข้ามาแทนที่ของเทคโนโลยีใหม่ๆ
คนใต้สะพานนั้นรู้ทั้งรู้ว่าน้ำท่วมทุกปีแต่ทำไมไม่หนีไปไหน ฉันได้ฟังคำพูดของคุณตาจึงเข้าใจในทันที “มันติดกับสิ่งๆเดียว นั่นคือความรักความผูกพันที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปที่ไหนได้ ” ฉันเองก็เชื่อมันว่าความรักและความผูกพันไม่สามารถตัดขาดออกจากกันได้อย่างที่ตาแกบอกตราบใดที่ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป
เหตุผลของความรู้สึกทางใจเช่นนี้ เตือนให้ฉันตระหนักถึงพวกเขาทุกครั้งที่ได้สัญจรไปบริเวณสะพาน แล้วคุณล่ะมีสิ่งผูกพันอย่างคนใต้สะพานบ้างหรือเปล่า??
เรื่อง/ภาพ : นัธวรรณ ประมนต์
Comments
อย่างสะพานกุดปล าขาวเนี่ยหายไปเ ลย
ช่วงนั้นสอบพอดี เวลาจะข้ามไปฟัง เมื่อเนี่ยรถเล็ กหมดสิทธิ์
ที่พอผ่านได้ก็ม ีรถบัสกะรถทหาร
ได้ขึ้นรถทหารก็ คราวนั้นเอง
หลังจากนั้นก็ท่ วมประปาย
RSS feed for comments to this post.