โลกออนไลน์ในภาวะฉุกเฉิน อำนาจ เสรีภาพ และความรับผิดชอบ

Wednesday, 26 May 2010 14:34 thidarut
Print PDF

โลกออนไลน์ในภาวะฉุกเฉิน อำนาจ เสรีภาพ และความรับผิดชอบ

 

โดย: ธิดารัตน์ สุตะภักดิ์ โครงการศึกษาเฝ้าระวังสื่อฯ (Media Monitor)

 

เมื่อวันที่13 พฤษภาคม 2553 เครือข่ายพลเมืองเน็ต ได้จัดเวทีเสวนาเปิดใจแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น ในหัวข้อเรื่อง โลกออนไลน์ในภาวะ  พรก. ฉุกเฉิน อาคารศศิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผู้เข้าร่วมเสนาจากนักวิชาการ และผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตในหลากหลายแขนง

 

สุภิญญา  กลางณรงค์ กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า  สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ลงตัวในขณะนี้ส่งผลให้เกิดความอึดอัดทางด้านการสื่อสารในโลกออนไลน์ ประสบปัญหาหลายอย่าง เช่น การเข้าอินเตอร์เน็ตที่ช้าลง การถูกปิดเว็บไซต์ หรือการถูกปิดกั้นทำให้เข้าเว็บต่างๆไม่ได้ รวมถึงบรรยากาศการคุยแลกเปลี่ยนการตอบโต้ความคิดในโลกออนไลน์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดความเกลียดชังกันจึงเป็นที่มาในการเสวนาในครั้งนี้เพื่อหาแนวทางปฏิบัติร่วมกัน

 

พิสิทธิ์ เครือข่ายพลเมืองเน็ต  กล่าวว่า  การปิดเว็บไซต์ มีมาตั้งแต่สมัยก่อนหน้ารัฐประหาร 2549 แต่ไม่ได้ทำภายใต้กฎหมาย หลังจากรัฐประหารจึงมีพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมาเพื่อรองรับการกระทำผิด เนื้อหาในพระราชบัญญัติคือการให้อำนาจกระทรวงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ก่อนหน้านั้นกระทรวงฯ สามารถปิดเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง พอมีพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมาทำให้สถานการณ์ดีขึ้นในด้านขั้นตอน คือไม่สามารถปิดเองได้ทันที แต่ต้องขออำนาจศาลเพื่อสั่งปิด แต่หลังจากที่รัฐบาลประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้การสั่งปิดเว็บไซต์นี้ข้ามขั้นตอนคือ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. สั่งปิดเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องมีการขออำนาจศาลซึ่งทำให้เกิดปัญหาในแง่ขั้นตอน และคิดว่าเป็นปัญหาสำคัญ เพราะบางเว็บไซต์ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหา

 

จีรนุช  เปรมชัยพร  เว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า การใช้อำนาจตาม พรก.ฉุกเฉิน เป็นการใช้อำนาจจากฝ่ายรัฐ การปิดกั้นความคิดเห็นโดย พรก. ฉุกเฉิน ก็ไม่ต่างจากการใช้อำนาจครอบงำ ส่วนประเด็นการใช้ Social Network โดยเฉพาะ Facebook และ Twitter คือปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ การปฏิสัมพันธ์ในพื้นที่ออนไลน์ที่มีกลุ่มคนความคิดเดียวเดียวกันกับความคิดเห็นทางการเมือง เป็นวิธีการใหม่ในการแสดงความคิดเห็น จึงไม่ควรถูกครอบงำด้วยอำนาจและการครอบงำแบบเดิม

 

ดร.มานะ  ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เรื่องปิดเว็บไซต์ยังเป็นการใช้กรอบอำนาจเดิม คือกรอบความคิดของรัฐ แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องที่เกิดขึ้นใน Social Media  คือเรื่องใหม่ที่ต้องศึกษา สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักคือ ผู้ใช้งานต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง การเปิดกว้าง และแน่นอนว่าต้องมีจริยธรรมในด้านการใช้งาน

 

“ประเด็นที่มักเข้าใจว่า Social Media เป็นพื้นที่ส่วนตัวนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะพื้นที่ออนไลน์สามารถเผยแพร่ไปได้กว้างขวางมาก อีกทั้งรูปแบบสื่อดิจิตอลนั้นสามารถดัดแปลงแต่งเดิมได้ง่าย จึงควรจะมีการเลือกใช้ข้อมูลโดยคำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม

 

อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้สื่อข่าวที่ใช้งาน Social Media นั้น ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การนำเสนอข่าว หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ มีผู้ติดตามสนใจและให้คามเชื่อถือมากกว่าปกติ การแสดงความคิดเห็นโดยส่วนตัวอาจทำได้ แต่หากใช้ชื่อตัวเองร่วมกับองค์กรสื่อต้นสังกัดควรรายงานเฉพาะข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น ไม่ควรแสดงความคิดเห็น อารมณ์ หรือความรู้สึกลงไปด้วยดร.มานะ กล่าว

 

มรกต  กุลธรรมโยธิน  ผู้ประกอบการอินเตอร์เน็ตระเทศไทย กล่าวว่า  กระบวนการคัดเลือกเว็บไซต์มีกระบวนการคิดที่ดีในทางทฤษฎีแต่ทางปฏิบัติถึงแม้จะมี กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาช่วยเหลือให้ทำงานเป็นขั้นตอน แต่การปฏิบัติจริงไม่ได้ส่งผลในทางปฏิบัติกลับเป็นแค่วิธีการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น

 

“การปิดเว็บไซต์นั้นทำได้แค่ชั่วคราว วันนี้ถูกปิดพรุ่งนี้ก็เปิด หรือเปลี่ยนไปใช้โดเมนอื่นได้ การสั่งปิดเป็นวิธีการเบื้องต้นในการแก้ปัญหา เป็นวิธีที่ช่วยลดความรุนแรงลงได้บ้างเล็กน้อย แต่จะดีกว่าหากสอนให้ผู้ใช้รู้จักใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ และมีจริยธรรม”  ผู้ประกอบการอินเตอร์เน็ตประเทศไทย กล่าว

 

Last Updated on Wednesday, 26 May 2010 18:59

Comments  

 
0 #1 t 2010-06-19 19:29
ขอบใจบทความดี ๆ
Quote
 

Add comment


Security code
Refresh

Who's Online

We have 2 guests online

Syndication